วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

TMB จับมือ บลจ.ยูโอบี ออกกองทุนตราสารหนี้สหรัฐชูผลตอบแทนสูง


ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม 2557 15:06:35 น.


          ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ บลจ.ยูโอบี เสนอกองทุนเปิด ยูเอส ไฮ ยิลด์ ฟันด์ (USHY) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนใกล้เคียงการลงทุนในหุ้น แต่มีความผันผวนน้อยกว่า ซึ่งจะเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ตั้งแต่วันนี้ – 9 พ.ค. 57 พร้อมแคมเปญพิเศษรับเงินคืนเข้าบัญชีเงินฝากทุกยอดเงินลงทุน 100,000 บาท มูลค่าขั้นต่ำการสั่งซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก 510,000 บาท และการสั่งซื้อครั้งถัดไป 10,000 บาท
          นางสาวกมลวรรณ  อิ่มฤทัยเจริญโชค เจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์การลงทุน TMB กล่าวว่า การลงทุนในตราสารหนี้ผลตอบแทนสูง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจ เนื่องจากผลตอบแทนของกองทุนจะขึ้นอยู่กับรายได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล (Credit spread) มากกว่าผลตอบแทนด้านราคา ซึ่งตอบโจทย์ได้ดีในสภาวะแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐฯ
ตั้งแต่ต้นปี 2557 ตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงในสหรัฐฯ เป็นตลาดตราสารที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้ปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อการลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาวของตราสารหนี้ผลตอบแทนสูงในสหรัฐฯ
กองทุนเปิด ยูเอส ไฮ ยิลด์ ฟันด์ นี้  จะลงทุนผ่านกองทุนหลักคือ AXA World Funds US High Yield Bonds USD Fund จัดตั้งและบริหารจัดการโดย AXA Funds Management SA (Luxembourg) ซึ่งมอบหมายให้ AXA Investment Managers บริหารกองทุน ทั้งนี้ กองทุนหลักมีนโยบายการเลือกตราสารหนี้ในสหรัฐฯ ที่เน้นการประเมินพื้นฐานของบริษัทเป็นหลัก และเน้นการบริหารความเสี่ยงของการลงทุนในแต่ละตราสาร รวมทั้งให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม ซึ่งปัจจุบันได้ลงทุนกระจายไปกว่า 300 ตราสาร ล่าสุดกองทุนหลักมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นจนได้รับการจัดอันดับ 4 ดาว (Overall Rating) จากมอร์นิ่งสตาร์ (ข้อมูล ณ 28 กุมภาพันธ์ 2557) และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 17.32% ต่อปี

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/iq05/1889172

TMBจ่อหั่นจีดีพีต่ำ2% เอสเอ็มอีขาดเชื่อมั่น ธกส.ปิ๊งออกรูดปรื๊ด


        
 ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 3 พฤษภาคม 2557 00:00:36 น.

          ไทยโพสต์ * TMB เล็งหั่นจีดีพี ต่ำกว่า 2% เหตุเศรษฐกิจไตร มาส 1 ไม่ขยายตัว เผยดัชนีเชื่อ มั่นเอสเอ็มอียังต่ำ ธุรกิจไม่มั่นใจ ธ.ก.ส.จ่อออกรูดปรื๊ด ให้ลูกค้าใช้รูดทั้งในและต่างประเทศ
นายเบญจรงค์ สุวรรณ คีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทยหรือ TMB เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ อยู่ระหว่างพิจารณาปรับประ มาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งคาดว่าจะต่ำกว่า 2% ลดลงจากที่เคยคาดไว้อยู่ที่ 2.9% เนื่องจากช่วงไตรมาส 1/2557 เศรษฐกิจไม่ขยายตัวมากนัก แต่เชื่อว่าในไตรมาส 2/2557 จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการส่งออกและภาคอุตสาหกรรม และหากสถาน การณ์ทางการเมืองไม่บานปลาย อาจจะเห็นความชัดเจนในช่วงไตรมาส 3/2557 นี้
            สำหรับผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ช่วงไตรมาส 1/2557 พบว่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ 37.6 จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 40.9 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากผู้ประกอบการขาดความมั่นใจด้านรายได้ของธุรกิจ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 51.1 ลดลงจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 58.4 เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้า สภาพทางเศรษฐกิจยังชะลอตัว และอาจมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
ปัจจัยกดดันหลักที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความกังวล ยังคงเป็นเรื่องของปัญหาการเมือง รวมถึงสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว
นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการ เกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธนาคารอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางจัดทำบัตร เครดิต ธ.ก.ส. เพื่อให้ลูกค้าของ ธนาคารนำไปใช้บริการรูดซื้อสินค้าในประเทศ และต่างประ เทศเช่นเดียวกับบัตรเครดิตทั่วไปของสถาบันการเงินอื่นๆ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ด้านกฎหมายของธนาคารแห่งประ เทศไทย (ธปท.) ทุกประการ
ทั้งนี้ จากการหารือในเบื้อง ต้น ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ต้องเป็นกลุ่ม ลูกค้าที่มีรายได้สม่ำเสมอทุกเดือน มีรายได้เป็นหลักแหล่ง รวมถึงจะพิจารณาจากลูกค้าที่มีการศึกษา มีความรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้สามารถยกระดับ ของเกษตรกรได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในแต่ละรายอีกครั้ง
เบื้องต้น ได้เจรจากับเครดิตบูโรที่จะส่งฐานข้อมูลลูกค้าเกษตรกรเข้าตรวจสอบในระบบ โดยจะแบ่งทำเป็น 3 เฟส ระยะเวลา 3 ปี เฟสแรกจะส่งเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ที่มีเงินกู้มากกว่า 1 ล้านบาท จำนวน 1 หมื่นรายก่อน เนื่องจากกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งสูงและค่อนข้างมั่นคง.


อ้างอิง :  http://www.ryt9.com/s/tpd/1889339

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557

ทีเอ็มบีมีกำไรไตรมาส 1 จำนวน 1,602 ล้านบาท


ข่าวหุ้น-การเงิน ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2557 14:23:53 น.  กรุงเทพฯ--17 เม.ย.--ทีเอ็มบี

        ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จากัด (มหาชน) ประกาศผลประกอบการงวดไตรมาสที่ 1 ปี 2557 ในวันนี้ โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองจำนวน 3,159 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,602 ล้านบาท ลดลง 12% จากไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ลดลงเล็กน้อยจาก 3.87% เหลือ 3.85% และสัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ยังคงแข็งแกร่งที่ 138%
ในไตรมาส 1 นี้ ธนาคารดำเนินงานด้วยความรอบคอบระมัดระวังในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะการขยายสินเชื่อเป็นไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้สินเชื่อขยายตัวเพียงเล็กน้อยในไตรมาสนี้เพียง 1,200 ล้านบาทหรือ 0.3% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2556 ในขณะที่ปริมาณเงินฝากยังคงเพิ่มขึ้นได้ดีประมาณ 29,000 ล้านบาทหรือ 5.5% โดยเป็นเงินฝากที่เพิ่มจากทั้งลูกค้าเงินฝากรายย่อยในผลิตภัณฑ์เงินฝากที่มีผลตอบแทนดี เช่น เงินฝากไม่ประจำ (No Fixed) และบัญชีเงินฝากใน ME การธนาคารรูปแบบใหม่ รวมทั้งเงินฝากเพื่อธุรกรรมทางการเงิน (Transactional Banking Account) ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากการเติบโตของสินเชื่อที่น้อยและเมื่อประกอบการลดดอกเบี้ยในตลาด ทำให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (Net Interest Margin) ลดลงเป็น 2.87% จาก 2.95% จากไตรมาส 1 ปีที่แล้ว แต่รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ (Net Interest Income) ยังเพิ่มขึ้น 6%
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาสนี้ลดลง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ของปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลดลงของค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุนเนื่องจากภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยและการลดลงของค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับสินเชื่อเนื่องจากธนาคารชะลอการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกค้าใหม่ ในขณะที่ค่าธรรมเนียมธุรกรรมต่างประเทศ (Trade Finance) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้รายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 1% ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มขึ้นตามปกติของค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าใช้จ่ายอาคารสาขา และค่าใช้จ่ายการตลาด ทำให้กำไรของธนาคารในไตรมาสนี้ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ของปีที่แล้ว
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี กล่าวว่า “ในปี 2557 นี้ธนาคารให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพและความมั่นคงของธนาคารเป็นหลัก โดยยังคงมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าเงินฝากธุรกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามธนาคารได้ปรับเป้าหมายของการขยายสินเชื่อลงเหลือประมาณ 6-8% และพยายามรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับดี โดยในไตรมาสนี้ แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจถูกรุมเร้าด้วยปัจจัยลบต่างๆ แต่สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ของธนาคารและบริษัทย่อยคงที่ในระดับ 3.85% นอกจากนี้ธนาคารยังได้คงสัดส่วนสำรองฯต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ในระดับสูงที่ 138%
ธนาคารยังคงดำรงสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีระดับความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) ภายใต้เกณฑ์ Basel III อยู่ที่ 15.3% โดยเป็นกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ในสัดส่วน 10.5 % ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ที่ 8.5% และ 6.0% ตามลำดับ
นายบุญทักษ์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “ในไตรมาสที่เหลือของปีธนาคารจะยังคงดำเนินงานอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เพื่อสร้างบริการที่มีคุณค่าให้กับลูกค้าและยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานเพื่อให้ธนาคารมีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นที่ยั่งยืน”

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/prg/1879051

TMB แจงกำไรQ1หด12%YoY รายได้มิใช่ดอกเบี้ยลด,NPL ลงเหลือ 3.85%

  TMB แจงกำไรQ1หด12%YoY รายได้มิใช่ดอกเบี้ยลด,NPL ลงเหลือ 3.85%

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2557 
     นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย (TMB) กล่าวว่า ผลประกอบการงวดไตรมาส 1/57ธนาคารและบริษัทย่อยมีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนสำรองจำนวน 3,159 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,602 ล้านบาท ลดลง 12% จากไตรมาส 1/56 ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ลดลงเล็กน้อยจาก 3.87% เหลือ 3.85% และสัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ยังคงแข็งแกร่งที่ 138%

      ในไตรมาส 1/57 ธนาคารดำเนินงานด้วยความรอบคอบระมัดระวังในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะการขยายสินเชื่อเป็นไปด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้สินเชื่อขยายตัวเพียงเล็กน้อยในไตรมาสนี้เพียง 1,200 ล้านบาท หรือ 0.3% จากสิ้นเดือนธันวาคม 56 ขณะที่ปริมาณเงินฝากยังคงเพิ่มขึ้นได้ดีประมาณ 29,000 ล้านบาทหรือ 5.5% โดยเป็นเงินฝากที่เพิ่มจากทั้งลูกค้าเงินฝากรายย่อยในผลิตภัณฑ์เงินฝากที่มีผลตอบแทนดี เช่น เงินฝากไม่ประจำ (No Fixed) และบัญชีเงินฝากใน ME การธนาคารรูปแบบใหม่ รวมทั้งเงินฝากเพื่อธุรกรรมทางการเงิน (Transactional Banking Account) ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากการเติบโตของสินเชื่อที่น้อยและเมื่อประกอบการลดดอกเบี้ยในตลาด ทำให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (Net Interest Margin) ลดลงเป็น 2.87% จาก 2.95% จากไตรมาส 1/56 แต่รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ (Net Interest Income) ยังเพิ่มขึ้น 6%
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในไตรมาสนี้ลดลง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ของปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการลดลงของค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุนเนื่องจากภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยและการลดลงของค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับสินเชื่อเนื่องจากธนาคารชะลอการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกค้าใหม่ ในขณะที่ค่าธรรมเนียมธุรกรรมต่างประเทศ (Trade Finance) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้รายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 1% ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มขึ้นตามปกติของค่าใช้จ่ายพนักงาน  ค่าใช้จ่ายอาคารสาขา และค่าใช้จ่ายการตลาด ทำให้กำไรของธนาคารในไตรมาสนี้ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ของปีที่แล้ว
ในปี 57 นี้ธนาคารให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพและความมั่นคงของธนาคารเป็นหลัก โดยยังคงมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าเงินฝากธุรกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามธนาคารได้ปรับเป้าหมายของการขยายสินเชื่อลงเหลือประมาณ 6-8% และพยายามรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับดี โดยในไตรมาสนี้ แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจถูกรุมเร้าด้วยปัจจัยลบต่างๆ แต่สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ของธนาคารและบริษัทย่อยคงที่ในระดับ 3.85% นอกจากนี้ธนาคารยังได้คงสัดส่วนสำรองฯต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ในระดับสูงที่ 138%
ธนาคารยังคงดำรงสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีระดับความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) ภายใต้เกณฑ์ Basel III อยู่ที่ 15.3% โดยเป็นกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ในสัดส่วน 10.5 % ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ที่ 8.5% และ 6.0% ตามลำดับ
"ในไตรมาสที่เหลือของปีธนาคารจะยังคงดำเนินงานอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เพื่อสร้างบริการที่มีคุณค่าให้กับลูกค้าและยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานเพื่อให้ธนาคารมีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นที่ยั่งยืน"นายบุญทักษ์ กล่าว

 อ้างอิง : http://jo.klongjan.com/go.php?to=http://www.ryt9.com/tag/tag/%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

เปิดประสบการณ์เหนือระดับกับ TMB Wealth Banking

                         
                                      เปิดประสบการณ์เหนือระดับกับ TMB Wealth Banking


                                เปิดประสบการณ์เหนือระดับกับ TMB Wealth Banking

กรุงเทพฯ--30 เม.ย.--แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์
ทีเอ็มบี หรือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมมอบประสบการณ์เหนือระดับแก่ลูกค้า TMB Wealth Banking ด้วย “เอ็กซ์คลูซีฟช้อปปิ้ง” กับสีสันที่เป็นมงคล เสริมโชคชะตา พร้อมส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 50% ณ ช็อปลองฌอมป์ สยามพารากอน โดยภายในงานยังได้เชิญ หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา นักโหราศาสตร์ด้านฮวงจุ้ยชื่อดัง มาเผยเรื่องสีสันเสริมดวง สีสันที่เป็นมงคล
นางสาวชมภูนุช ปฐมพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจสาขา ทีเอ็มบี เผยว่า “TMB Wealth Banking มุ่งมั่นที่จะนำเสนอบริการที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้า นอกเหนือจากการนำเสนอการวางแผนทางการบริหารการเงินอย่างครบวงจร ยังจัดกิจกรรมมอบสิทธิพิเศษเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า โดยจัดให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ชอบความบันเทิง กีฬา ท่องเที่ยว ความสวยความงามและสุขภาพ ฯลฯ เพื่อแทนคำขอบคุณที่ลูกค้าต่างไว้วางใจในบริการของธนาคาร”
ภายในงาน หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา ยังได้เผยถึงสีสันเสริมดวงสำหรับการช้อปปิ้งสุดพิเศษว่า “การเลือกใช้สีที่ถูกต้องก็เหมือนกับการหันจานดาวเทียมได้ถูกทิศถูกทาง ช่วยเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้ จริงแล้วคนเราทุกคนใช้ได้ทุกสี บางคนอาจจะกังวลว่าสีนี้ไม่ถูกโฉลก แต่จริงๆ แล้วในหลักของดวง การเลือกสิ่งของมาอยู่ใกล้ตัว ควรเลือกความหลากหลายของสีสัน อย่างน้อยเราก็ได้เปลี่ยนบรรยากาศ และสร้างพลังใหม่ให้กับตัวเอง จากตำราโหราศาสตร์จีน ปีมะเมียปีนี้มาพร้อมกับพลังของธาตุไม้ และสีสันที่เสริมธาตุไม้ได้เป็นอย่างดี คือ สีสันของธาตุไฟ อาทิ สีส้ม สีแดง ม่วง ช่วยเสริมความก้าวหน้าได้ สำหรับครึ่งปีหลังของ ปี 2557 ดาวพฤหัสมีพลังมากที่สุด พวกสีเหลือง ครีม น้ำตาล เป็นสีตำแหน่งมหาอุจจ์ ที่ป้องกันสิ่งไม่ดีและเป็นสีที่มีพลังที่สุด “
นัทธชา สุนทรวิเนตร์ ลูกสาวสุดสวยคนเก่งของ วิทวัส สุนทรวิเนตร์ พิธีกรรายการตีสิบ หนึ่งในลูกค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษจาก TMB Wealth Banking กล่าวถึงสไตล์การช้อปปิ้งว่า “ปอยมีเทคนิคในการคิดก่อนซื้อว่า จะใช้ได้จริงไหม ใส่ในโอกาสไหน เราต้องคิดไว้ก่อน ไม่ใช่เอาแต่ของที่ชอบอย่างเดียว โดยได้มีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศ แต่ละประเทศก็จะมีสิ่งของที่ไม่ควรพลาดแตกต่างกัน ส่วนสวรรค์แห่งช้อปปิ้งของปอย จะนึกถึงประเทศออสเตรเลีย เพราะจะมีของที่มีคุณภาพ และของที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ค่ะ”

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/prg/1887851 

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

TMB Analytics ประเมิน ปิดประตูดอกเบี้ยขาขึ้น การเมืองป่วน



                   TMB Analytics ประเมิน ปิดประตูดอกเบี้ยขาขึ้น การเมืองป่วน

                            TMB Analytics ประเมิน ปิดประตูดอกเบี้ยขาขึ้น การเมืองป่วน

24 เมษายน 2557
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมิน หมดโอกาสจะได้เห็นดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้นในปี 2557 นี้ เหตุเศรษฐกิจซบเซาจากพิษการเมือง แต่ในปีหน้าแนวโน้มสภาพคล่องตึงตัวมาแน่ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ เตรียมเบรกนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และเงินเฟ้อโลกที่กำลังจะกลับมาขาขึ้น

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ มีมติอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.00 ในปัจจุบัน หวังลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กหรือ SMEs เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยหลังจากได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งลากยาวมาครึ่งปีแล้ว ด้านธนาคารพาณิชย์ก็รับลูกโดยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของลูกค้าชั้นดี หรือ MLR ลงมาตามลำดับ พร้อมๆ กับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

คำถามที่ตามมาก็คือ ในภาวะที่นโยบายการเงินส่งผ่านไปยังธนาคารพาณิชย์ได้ดีเช่นนี้ กนง.จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมวันพุธที่ 23 เม.ย. หรือไม่ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะเลือกลดดอกเบี้ยอีกภายในปีนี้เพื่อช่วยพยุงธุรกิจ หากทิศทางเศรษฐกิจชะลอลงเพิ่มเติม แต่ กนง. ยังไม่น่าจะตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในการประชุมครั้งนี้ เหตุผลเพราะว่า แม้การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดภาระทางการเงิน แต่ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยในตอนนี้นั้นไม่ใช่ต้นทุน แต่อยู่ที่รายได้จากการที่ผู้ประกอบการไม่สามารถขายของได้เหมือนเก่า และกำลังซื้อของผู้บริโภคก็ยังอ่อนแรง เห็นได้จากปัญหาการจ่ายเงินจำนำข้าวให้ชาวนา ซึ่งเป็นผลกระทบทางตรงของปัญหาการเมือง หรือความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจของผู้บริโภคซึ่งเป็นผลทางอ้อม ซ้ำเติมปัญหารายได้เกษตรกรที่ถูกกดดันโดยราคาสินค้าเกษตรอยู่แล้ว

ตัวเลขการขยายตัวของยอดสินเชื่อในไตรมาสแรกของปีนี้ ที่ธนาคารพาณิชย์ทยอยแถลงออกมา ก็ล้วนมีแนวโน้มทรงตัวจากไตรมาสก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสินเชื่อใหม่ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ สอดคล้องกับการชะลอการลงทุนของภาคธุรกิจซึ่งรอดูท่าทีของทิศทางการเมืองในประเทศ และบางส่วนก็มีการคาดการณ์ว่า หากมีรัฐบาลใหม่แล้วจะต้องมีการประกาศมาตรการทางการคลังเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ธุรกิจส่วนนี้ยังรอให้ถึงช่วงเวลาดังกล่าว

กลับมาที่ประเด็นแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปี เดิมทีศูนย์วิจัยหลายแห่ง รวมทั้งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีเอง ได้ประเมินไว้ว่า เราอาจได้เห็นดอกเบี้ยนโยบายกลับมาเป็นขาขึ้นในช่วยปลายปี (ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.50-3.00 ตามการสำรวจของบลูมเบิร์กเมื่อ พ.ย. ปีก่อน) แต่ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่อาจไม่ได้เห็นจนกระทั่งไตรมาสสี่ รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่ยังต้องการการประคับประคอง ทำให้แนวโน้มดอกเบี้ยยังกลับมาเป็นขาขึ้นไม่ได้ ด้วย กนง. น่าจะตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายการเงินไปอีกระยะหนึ่งภายหลังการเมืองมีสัญญาณคลี่คลาย คล้ายการดำเนินงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ที่เลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับต่ำ แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องก็ตาม

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 จะมีหลายปัจจัยที่กดดันให้นโยบายการเงินของไทยเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) จากที่ผ่อนคลายมาเป็นระยะเวลาพอสมควรในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวขึ้นตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก โมเมนตัมของการขยายตัวในประเทศกลุ่มพัฒนาแล้วที่จะแข็งแกร่งขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ซับไพรม์ ส่งผลให้สภาวะสภาพคล่องทั่วโลกกลับสู่แนวโน้มตึงตัว ในสถานการณ์เช่นนี้ หาก กนง. ยังมีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอยู่ นอกจากจะสร้างความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อในประเทศอาจทะลุกรอบนโยบายแล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่เงินทุนข้ามชาติจะไหลออกจากไทย กระทบเสถียรภาพในตลาดการเงิน สร้างผลลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไทยอีกต่อหนึ่ง ... ก็ได้แต่หวังว่าเวลานั้นจะไม่มาถึง

อ้างอิง : https://www.tmbbank.com/newsroom/news-details.php?id=548

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557

ทีเอ็มบี ผนึกกำลัง 3 บลจ. ชั้นนำ พานักลงทุนไปลงทุนรอบโลก พร้อมรับโบนัสแห่งการลงทุนเป็นเงินคืนสูงสุด 100,000 บาท

11 เมษายน 2557
กรุงเทพ, 11 เมษายน 2557 

ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ บลจ.ทหารไทย บลจ.ยูโอบี และ บลจ.ซีไอเอ็มบี พรินซิเพิล ผนึกกำลังกันเปิดโอกาสให้นักลงทุนมีความสะดวกและเพิ่มตัวเลือกในการลงทุนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ด้วยการออกโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมคุณภาพของทั้ง 3 บลจ. ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดีจำนวน 13 กองทุน โดยทุกๆ เงินลงทุน 100,000 บาท จะได้รับเงินคืน 100 บาท และเมื่อมีเงินลงทุนสะสมรวมตั้งแต่ 5 ล้านบาท เงินคืนที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งทุก 100,000 บาท ที่ลงทุน จะได้รับเงินคืน 200 บาท เข้าบัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทีเอ็มบี ดอกเบี้ยสูง โดยคำนวณจากยอดเงินลงทุนสะสมตั้งแต่ 1 เมย.– 31 พ.ค. ศกนี้

นางสาวกมลวรรณ อิ่มฤทัยเจริญโชค เจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์การลงทุน ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “จากการร่วมมือกันระหว่าง ทีเอ็มบี บลจ.ทหารไทย บลจ.ยูโอบี และพันธมิตรใหม่อย่าง บลจ.ซีไอเอ็มบี พรินซิเพิล ที่เปิดให้นักลงทุนสามารถทำการซื้อขายกองทุนรวมผ่านทีเอ็มบีได้ ด้วยการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนและอำนวยความสะดวกในการซื้อขายกองทุนผ่านสาขาของทีเอ็มบีกว่า 450 สาขาทั่วประเทศ เพื่อ Make THE Difference ทำให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น สะดวกมากขึ้น และเพื่อเป็นการฉลองความร่วมมือที่ดีดังกล่าว ทีเอ็มบีจึงมอบโปรโมชั่นพิเศษให้เป็นโบนัสสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนกับทีเอ็มบี ในระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2557 โดยได้คัดเลือกกองทุนที่น่าสนใจและมีคุณภาพ จำนวน 13 กองทุน มาจัดโปรโมชั่น โดยทุกๆ เงินลงทุน 100,000 บาท จะได้รับเงินคืน (Cash back) จำนวน 100 บาท และเมื่อเงินลงทุนสะสมรวมทั้งหมดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ผู้ลงทุนจะได้รับเงินคืนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า คือ 200 บาท ต่อเงินลงทุนสะสมทุกๆ 100,000 บาท รวมรับเงินคืนสูงสุดถึงท่านละ 100,000 บาท ซึ่งธนาคารจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีเงินฝากไม่ประจำ ‘ทีเอ็มบี ดอกเบี้ยสูง’ (No Fixed) บัญชีเงินฝากที่ให้ดอกสูง ถอนและฝากเพิ่มเมื่อไรก็ได้ เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า”

นางสาวกมลวรรณ อิ่มฤทัยเจริญโชค กล่าวเพิ่มเติมว่า “กองทุนทั้ง 13 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดทหารไทย US500 Equity Index ที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, กองทุนเปิด ยูโร ไฮดิวิเดนด์ ที่เน้นลงทุนในหุ้นปันผลของตลาดหุ้นยุโรป, กองทุนเปิด ไทย แวลู โฟกัส อิควิตี้ ปันผล ที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยที่มีพื้นฐานดี,กองทุนเปิดทหารไทย Global Bond Fund, กองทุนเปิดทหารไทย โกลบอล บอนด์ ปันผล, กลุ่มกองทุนเปิดทหารไทยจัดทัพลงทุน ระยะสั้น, ระยะกลาง, ระยะยาว เน้นลงทุนในตราสารแห่งทุน ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารแห่งหนี้ และหรือเงินฝาก รวมทั้งหลักทรัพย์และทรัพย์สินอื่นทั้งในและต่างประเทศ, กองทุนเปิด เจแปน สมอล แอนด์ มิด แคป, กองทุนเปิด ไทย บาลานซ์ฟันด์ เน้นลงทุนในตราสารหนี้ 35% และหุ้น 65%, กองทุนเปิด ไทย มิกซ์ 15/85 ปันผล เน้นลงทุนในตราสารหนี้ 85% และหุ้น 15%, กองทุน US High Yield Bond Fund*, กองทุนเปิดซีแพม โกลบอล สมอล แคป อิควิตี้* โดยทุกกองทุนที่เลือกมานี้จะมีการลงทุนในหลักทรัพย์หลากหลายประเภทแตกต่างกันไป เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกลงทุนโดยสามารถกระจายความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตลงทุนของตัวเองด้วย”

ทั้งนี้ นักลงทุนที่สนใจสามารถติดต่อซื้อหน่วยลงทุนหรือและรับหนังสือชี้ชวนโครงการข้อผูกพันได้และสอบถามรายละเอียโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ ทีเอ็มบี ทุกสาขาทั่วประเทศ

หมายเหตุ : กองทุน US High Yield Bond Fund และกองทุนเปิดซีแพม โกลบอล สมอล แคป อิควิตี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขออนุมัติจัดตั้งและจัดการกองทุนต่อสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง / การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล นโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนรวมก่อนการตัดสินใจลงทุน / เนื่องจากกองทุนต่างประเทศไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลียน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ /ผู้ลงทุนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และรับหนังสือชี้ชวน และโครงการ และข้อผูกพันได้ที่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา


ที่มา :ธนาคารทหารไทย (TMB) https://www.tmbbank.com/newsroom/news-details.php?id=544


วันที่ 15 / 4 / 56