วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ใช้บัตรเครดิตแบบฉลาด กับ “ทีเอ็มบี โซ สมาร์ท” บัตรแรกและบัตรเดียวของไทย ที่ทำให้

ข่าวหุ้น-การเงิน ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2557 10:02:03 น.

ใช้บัตรเครดิตแบบฉลาด กับ “ทีเอ็มบี โซ สมาร์ท” บัตรแรกและบัตรเดียวของไทย ที่ทำให้เงินงอกเงย


กรุงเทพฯ--26 มิ.ย.--แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์
ไลฟ์สไตล์สำหรับคนยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น กิน ดื่ม เที่ยว อินเทรนด์กับแฟชั่น ทริปพักผ่อน หรือแม้แต่การ อัพความสวย เพิ่มความงามต่างๆ มักจะเกิดขึ้นจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต อีกช้อยส์หนึ่งของทางเลือกที่ทำให้ไลฟ์สไตล์ของคนเราทุกวันนี้สะดวกสบายมากขึ้น ล่าสุด TMB จัดงานเปิดตัว “บัตรเครดิต ทีเอ็มบี โซ สมาร์ท” (TMB So Smart) ‘บัตรเครดิตของคนใช้เงินสมาร์ท’ บัตรเดียวของไทยที่ช่วยทำให้เงินของคุณเพิ่มพูนขึ้นได้ เสมือนกับเป็นการออมทรัพย์อีกทางหนึ่ง ด้วยการรับเงินคืน 1% ทุกยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเข้าบัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทีเอ็มบี ที่ให้ดอกเบี้ยสูง 2.25% โดยงานเปิดตัวได้จัดขึ้น ณ แบงค์กิ้งฮอลล์ ทีเอ็มบี สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน
นางกาญจนา โรจวทัญญู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบี กล่าวว่า “ด้วยความเป็นแบรนด์ที่ Make THE Difference เราเลือกที่จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่าง ตรงจุด โดย บัตรเครดิตทีเอ็มบี โซ สมาร์ท ตอบโจทย์คนที่ใช้เงินแบบชาญฉลาด กับเงินเก็บออมที่งอกเงยขึ้นจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โดยลูกค้าจะได้รับเงินคืน 1% จากทุกยอดการใช้จ่ายไม่ยกเว้นประเภทสินค้าหลักในชีวิตประจำวัน (ยกเว้นยอดซื้อกองทุนรวมซึ่งต้องห้ามตามระเบียบของสมาคมบริษัทจัดการกองทุน, ยอดแบ่งจ่ายรายเดือนต่างๆ และยอดจากการบริการแลกเงินตราต่างประเทศ) เงินที่ได้คืน จะโอนเข้าบัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทีเอ็มบี ดอกเบี้ยสูง (TMB No Fixed) ซึ่งลูกค้าจะได้รับดอกเบี้ยสูง 2.25% จากบัญชีดังกล่าว ทั้งนี้ โดยลูกค้าสามารถได้รับยอดเงินคืนสูงสุดถึง 2,000 บาท ต่อรอบบัญชี ซึ่งถือว่าบัตรเครดิตที่ช่วยให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้นจริงๆ ทั้งยังยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าและไม่คิดค่าธรรมเนียมรายปี แค่มีเงินเดือน 15,000 บาท ก็ทำบัตรเครดิตกับทีเอ็มบีได้”
จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์ พิธีกรคิวทองที่ร่วมงาน เผยว่า “พกบัตรเครดิตติดตัวตลอด ไม่พกเงินสดแล้ว หลังจากที่ประสบเหตุกับตัวเอง ที่กระเป๋าเงินหายในงานอีเวนท์ เพราะส่วนใหญ่เราต้องอยู่บนเวที อยู่ใน อีเวนท์ ไม่มีคนดูแลกระเป๋าให้ บัตรเครดิตเป็นแค่บัตรเล็กๆ บางๆ พกง่าย อย่างชุดที่ใส่ขึ้นเวที ส่วนใหญ่จะมีกระเป๋าซ่อนในตัวเดรส ที่สามารถใส่บัตรเครดิตได้ ทุกวันนี้ใช้จ่ายในหลักร้อยก็ใช้บัตรเครดิต สำหรับตนเอง คิดว่า การใช้บัตรเครดิตอย่างสมาร์ท คือ ใช้น้อยกว่าเงินที่เราหาได้ คิดอยู่เสมอว่าบัตรเครดิตมีค่าเท่ากับเงินสด และมีกฎเหล็กหรือวินัยกับตัวเอง คือ ใช้เท่าไร ก็ต้องจ่ายให้หมด สำหรับบัตรใหม่ ทีเอ็มบี โซ สมาร์ท รู้สึกว่าได้ประโยชน์เหมือนกับเราซื้อของและได้ส่วนลด แถมยังได้ออมเงิน เพราะเงินจะถูกโอนเข้าบัญชี มีดอกเบี้ยให้ด้วย”
ทั้งนี้ เพื่อฉลองการเปิดตัวบัตรใหม่ ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 31 กรกฎาคมศกนี้ ทีเอ็มบี มอบโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งถือบัตรเครดิตของทีเอ็มบี โดยสมัครบัตร ทีเอ็มบี โซ สมาร์ทเป็นใบแรก และใช้จ่ายผ่านบัตรฯ 5,000 บาท ขึ้นไป ภายใน 60 วัน จะได้รับเงินคืนเพิ่มอีก 500 บาท เข้าบัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทีเอ็มบี ดอกเบี้ยสูง จากเงินคืนปกติ 1% พิเศษ!! ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า และรายปีอีกด้วย
ลูกค้าที่สนใจสมัครบัตรเครดิตทีเอ็มบี โซ สมาร์ท (TMB So Smart) สมัครได้เลยที่ ทีเอ็มบีทุกสาขา หรือ ติดต่อสอบถามรายละเอียด ได้ที่ TMB Contact Center โทร. 1558

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/prg/1927818

TMB แนะเอกชนปรับตัวรับผลกระทบส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว หลัง EU ลดระดับความสัมพันธ์

ข่าววันพุธที่ 25 มิถุนายน นำมาลงวัน อาทิตย์ 29 มิถุนายน 2557

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี(TMB Analytics) ประเมินว่า จากกรณีสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศไทย ทำให้ข้อตกลงทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาจต้องชะลอออกไปก่อนจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอียู ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มีการ sanction หรือห้ามธุรกิจและธุรกรรมระหว่างประเทศ ผลกระทบต่อการทำธุรกิจและธุรกรรมระหว่างเอกชนด้วยกันเองจะยังไม่ได้รับผลกระทบมาก
ใจความหลักสำคัญของมติที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศอียูอยู่ในข้อ 4 ที่ว่า "ให้ประเทศสมาชิกอียูระงับการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างกัน รวมถึงไม่ให้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือกับประเทศไทย Partnership & Cooperation Agreement (PCA) จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง" ซึ่งทาง TMB Analytics ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
ผลกระทบแรก คือ ผลกระทบต่อการส่งออก พบว่าการส่งออกสินค้าไปอียูในปีหน้าจะได้รับผลกระทบอยู่แล้ว เนื่องจากกรอบการได้รับสิทธิ์ GSP ของไทยจะหมดลงในปีนี้ เราประเมินว่าหากข้อตกลง PCA ครอบคลุมการลงนามในข้อตกลง FTA ยิ่งจะทำให้การเจรจาการค้าเสรีไทย-อียู และผลบังคับใช้เลื่อนออกไป ทำให้ในช่วงระหว่างรอเจรจา ผู้ส่งออกไทยต้องเสียภาษีขาเข้าในอัตราปกติ และอาจต้องสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันในตลาดยุโรป โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพิงตลาดอียูมาก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าและเครื่องประดับ ไก่แปรรูป กุ้งแช่แข็ง และชิ้นส่วนเครื่องจักรอุตสาหกรรม
ผลกระทบลำดับถัดมา คือ ผลกระทบต่อการลงทุน ประเมินว่าในระยะสั้นน่าจะส่งผลกระทบน้อย เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยุโรปยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งกดดันไม่ให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนได้ เนื่องจากการที่อียูระงับการเจรจา PCA ทำให้การวางฐานรากความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ รวมทั้งทางด้านการลงทุนต้องชะลอออกไปก่อนจนกว่าไทยจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง (มูลค่าเงินลงทุนของอียูในไทยอยู่อันดับที่ 3 คิดเป็น 8.5%ของเงินลงทุนต่างประเทศ รวม)
ผลกระทบสุดท้าย คือ ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ประเมินว่าได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากมติประชุมดังกล่าวไม่ได้บังคับพลเรือนให้เข้ามาในไทย มีผลเพียงการระงับการเดินทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานราชการของอียูเท่านั้น ทั้งนี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวอียู 5 เดือนแรกของปีนี้พบว่ายังขยายต้ว 6.4% (yoy) ในขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวหดตัว -5.9%(yoy) อย่างไรก็ดี ต้องจับตาว่าจะมีการลดระดับความสัมพันธ์เพิ่มเติมหรือไม่ และด้วยมาตรการใด
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มองว่า การลดระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้ อาจทำให้ข้อตกลงด้านเศรษฐกิจระหว่างรัฐกับรัฐ (G2G) ต้องถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐ คือ จะต้องเร่งสร้างความชัดเจนแก่ภาคเอกชนถึงประกาศดังกล่าวว่าครอบคลุมเศรษฐกิจด้านใดบ้าง เพื่อให้ภาคเอกชนได้ปรับตัว ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยเองก็จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเช่นกัน ด้วยการลดต้นทุนการผลิต และหาตลาดใหม่ รวมถึงออกไปแสวงหาโอกาสการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ยังได้รับสิทธิ์ GSP อยู่ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะถัดไป

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/iq03/1927184

TMB เตรียมรับมือผลกระทบหลัง EU ลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศไทย

ข่าวหุ้น-การเงิน ThaiPR.net -- พุธที่ 25 มิถุนายน 2557 14:34:42 น.
กรุงเทพฯ--25 มิ.ย.--ธนาคารทหารไทย

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินผลกระทบหลังสหภาพยุโรปลดระดับความสัมพันธ์กับไทย อาจทำให้ข้อตกลงทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ต้องชะลอออกไป
จากกรณีสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับประเทศไทย ทำให้ข้อตกลงทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาจต้องชะลอออกไปก่อน จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอียู ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มีการ sanction หรือห้ามธุรกิจและธุรกรรมระหว่างประเทศ ผลกระทบต่อการทำธุรกิจและธุรกรรมระหว่างเอกชนด้วยกันเองจะยังไม่ได้รับผลกระทบมาก ทั้งนี้ ใจความหลักสำคัญของมติที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศอียูอยู่ในข้อ 4 ที่ว่า “ให้ประเทศสมาชิกอียูระงับการเยือนอย่างเป็นทางการระหว่างกัน รวมถึงไม่ให้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือกับประเทศไทย Partnership & Cooperation Agreement (PCA) จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” ทาง TMB Analytics ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
ผลกระทบแรก คือ ผลกระทบต่อการส่งออก พบว่าการส่งออกสินค้าไปอียูในปีหน้าจะได้รับผลกระทบอยู่แล้ว เนื่องจากกรอบการได้รับสิทธิ์ GSP ของไทยจะหมดลงในปีนี้ เราประเมินว่า หากข้อตกลง PCA ครอบคลุมการลงนามในข้อตกลง FTA ยิ่งจะทำให้การเจรจาการค้าเสรีไทย-อียู และผลบังคับใช้เลื่อนออกไป ทำให้ในช่วงระหว่างรอเจรจา ผู้ส่งออกไทยต้องเสียภาษีขาเข้าในอัตราปกติ และอาจต้องสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันในตลาดยุโรป โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพิงตลาดอียูมาก ได้แก่เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าและเครื่องประดับ ไก่แปรรูป กุ้งแช่แข็ง และชิ้นส่วนเครื่องจักรอุตสาหกรรม ผลกระทบลำดับถัดมา คือ ผลกระทบต่อการลงทุน เราประเมินว่า ในระยะสั้นน่าจะส่งผลกระทบน้อย เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยุโรปยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งกดดันไม่ให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนได้ เนื่องจากการที่อียูระงับการเจรจา PCA ทำให้การวางฐานรากความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ รวมทั้งทางด้านการลงทุนต้องชะลอออกไปก่อนจนกว่าไทยจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง (มูลค่าเงินลงทุนของอียูในไทยอยู่อันดับที่ 3 คิดเป็น 8.5%ของเงินลงทุนต่างประเทศ รวม) และผลกระทบสุดท้าย คือ ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เราประเมินว่า ได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากมติประชุมดังกล่าว ไม่ได้บังคับพลเรือนให้เข้ามาในไทย มีผลเพียงการระงับการเดินทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานราชการของอียูเท่านั้น ทั้งนี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวอียู 5 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ายังขยายต้ว 6.4% (yoy) ในขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวหดตัว -5.9%(yoy) อย่างไรก็ดี ต้องจับตาว่าจะมีการลดระดับความสัมพันธ์เพิ่มเติมหรือไม่ และด้วยมาตรการใด
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบีมองว่าการลดระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้ อาจทำให้ข้อตกลงด้านเศรษฐกิจระหว่างรัฐกับรัฐ (G2G) ต้องถูกเลื่อนออกไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของภาครัฐ คือ จะต้องเร่งสร้างความชัดเจนแก่ภาคเอกชนถึงประกาศดังกล่าวว่า ครอบคลุมเศรษฐกิจด้านใดบ้าง เพื่อให้ภาคเอกชนได้ปรับตัว ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยเองก็จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเช่นกัน ด้วยการลดต้นทุนการผลิต และหาตลาดใหม่ รวมถึงออกไปแสวงหาโอกาสการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ยังได้รับสิทธิ์ GSP อยู่ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะถัดไป

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/prg/1927167

นักลงทุนมีเฮ...กองทุนเจแปนของ TMBAM ถึงเป้า 5% แรก พร้อมกัน 2 กอง!!

           
ข่าวหุ้น-การเงิน ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2557 15:01:48 น.


                                     นักลงทุนมีเฮ...กองทุนเจแปนของ TMBAM ถึงเป้า 5% แรก พร้อมกัน 2 กอง!!
กรุงเทพฯ--19 มิ.ย.--บลจ.ทหารไทย
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด ประกาศข่าวดีแก่ผู้ลงทุน เมื่อกองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 10% ทั้ง 2 กองทุนโชว์ฟอร์มดี สบโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายแรก 5%
ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ. ทหารไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯประสบความสำเร็จในการบริหารพอร์ตกองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 10% ที่ดำเนินการจัดตั้งกองทุนไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2557 และ กองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 10% (2) ที่ดำเนินการจัดตั้งกองทุนไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2557 โดยทั้ง 2 กองทุนถือเป็นกองทุนปิดที่สามารถบริหารจัดการเพื่อทำกำไรให้แก่นักลงทุนได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และพร้อมจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหน่วยได้ภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2557 นี้ โดยเงื่อนไขเป็นไปตามหนังสือชี้ชวน
ดร.สมจินต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ในช่วงที่ออกกองทุนนั้นระดับราคาของหุ้นญี่ปุ่นถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาอื่นๆขณะที่พบว่ามีกระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในประเทศยังมีความเปราะบางสูง เราจึงได้เชิญชวนผู้ลงทุนให้มีมุมมองการลงทุนแบบ Global Investors โดยแสวงหาโอกาสใหม่ๆจากการแบ่งเงินลงทุนไปยังต่างประเทศซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของพอร์ตการลงทุนไปพร้อมๆกัน
สำหรับ ‘กองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 10%’ ทั้งสองกองทุนของเรานั้นได้เสนอขายในรูปแบบกองทุนที่กำหนดเป้าหมายผลตอบแทนที่แน่นอน (Trigger) เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่มีเวลาติดตามการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นญี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอ โดยมีนโยบายเน้นลงทุนในกองทุนหลักเพียงกองเดียวคือกองทุน Nikkei 225 ETF ของ Nomura Asset Management ซึ่งมีนโยบายจัดสรรน้ำหนักการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับดัชนีหลักของหุ้นญี่ปุ่นคือ Nikkei 225 ซึ่งประกอบด้วยหุ้นชั้นนำพื้นฐานดีเป็นหลักและส่วนมากพวกเราก็รู้จักกันเป็นอย่างดี อาทิเช่น Toyota, Honda, Sony, Panasonic, Canon, Asahi, ANA, UNIQLO, และ 7-Eleven เป็นต้น
คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ บริษัทฯ เหล่านี้จะยังคงได้รับปัจจัยบวกจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่น เช่นมาตรการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล มาตรการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางญี่ปุ่น (QE) และพื้นฐานอันเข้มแข็งของบริษัทจดทะเบียนเอง ประกอบกับการบริโภคภาคประชาชนที่ยังคงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เองที่จะเป็นตัวผลักดันให้กองทุนเปิดทหารไทย Japan Equity Trigger 10% ทั้ง 2 กองทุน สามารถบริหารจัดการให้เป็นไปตามเป้าหมาย 10% ได้ในเร็วๆนี้”
ผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมอื่นๆภายใต้การจัดการของบริษัทฯ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนลูกค้าสัมพันธ์ TMBAM โทร 1725 หรือผ่านช่องทางการขายของบริษัทฯ ได้แก่ธนาคาร TMB ทุกสาขาทั่วประเทศ ตัวแทนการสนับสนุนการขายที่ได้รับการแต่งตั้ง และบริการต่างๆของบริษัท อาทิ ทางอินเตอร์เนตผ่านเวปไซด์ www.tmbam.com

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/prg/1922961

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บลจ.ยูโอบี เปิดขายกองทริกเกอร์ 3%+3% รับแนวโน้มตลาดหุ้นขาขึ้น

วันศุกร์ที่ 13  มิถุนายน 2557 นำมาลงวัน จันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2557


บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)เสนอขาย กองทุนเปิด ไทย ทริกเกอร์ 3% พลัส 3% (T3P3) 13-18 มิ.ย.จัดจำหน่ายผ่านธนาคารทหารไทย(TMB) และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่ บลจ.แต่งตั้ง ส่วนกองทุนเปิด ยูโอบี ทริกเกอร์ 17 (UOBT17) เสนอขายในวันที่ 17-18 มิ.ย.จัดจำหน่ายผ่านธนาคารยูโอบี(UOB) และผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่ บลจ.แต่งตั้ง โดยกองทุนดังกล่าวมีผลตอบแทนเป้าหมาย 3%+3%
นางสาวณัชชา สุนทรธาราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ด้วยปัจจัยสนับสนุนหลักจากการประกาศและดำเนินการนโยบายทางเศรษฐกิจ ได้ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจรวมถึงแนวโน้มการปรับขึ้นของกำไรของบริษัทจดทะเบียน บลจ.ยูโอบีฯ จึงเล็งเห็นโอกาสการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ซึ่งเป็นภาวะตลาดขาขึ้น
ครึ่งปีหลังนี้จากปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเมืองในประเทศที่เริ่มคลี่คลาย นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ชัดเจนและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งอนุมัติโครงการลงทุนของภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ การผลักดันงบค้างจ่ายต่างๆ ซึ่งสร้างความมั่นใจต่อภาพรวมเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนโดยรวม ปัจจัยพื้นฐานมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเริ่มมีการปรับตัวเลขคาดการณ์ของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มฟื้นตัว อีกทั้งเงินทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทย จากนโยบายผ่อนคลายการเงินของธนาคารกลางทั้งในและต่างประเทศ

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/iq05/1918820

เผยสินเชื่อบุคลยังมีโอกาสเติบโตคนกล้าใช้เงินหลังศก.ฟื้นตัวแบงก์แห่กระตุ้นตลาดปลายปี

อังคารที่ 10 มิถุนายน 2557 นำมาลงวัน จันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2557

นางกาญจนา โรจวทัญญู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคลธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีสัญญาณดีขึ้น เห็นได้จากความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนกลับมามากขึ้น เพราะสถานการณ์การเมืองมีทิศทางชัดเจนมากขึ้น ซึ่งทีเอ็มบีคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพิ่ม 0.5-1 % เป็น 2.5-3 % จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 2 %
ทั้งนี้เศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้นจะส่งผลต่อการใช้จ่ายของประชาชนให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และคาดว่ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงมั่นใจการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 20-25 % ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หลังจากไตรมาส 1 ขยายตัว 8-10 % ซึ่งสูงกว่าภาพรวมตลาดบัตรเครดิตที่คาดจะขยายตัวทั้งปีที่ 8-10 % เท่านั้น
ส่วนคุณภาพหนี้บัตรเครดิตยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่น่ากังวล โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) บัตรเครดิตเพียง 2 % ซึ่งทีเอ็มบีจะเน้นดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด แม้ไม่เพิ่มหลักเกณฑ์การทำบัตรเครดิตสำหรับลูกค้าใหม่
ทั้งนี้ ทีเอ็มบีจะออกบัตรเครดิตใหม่ทั้งปี 140,000 ใบ จากที่ออกไปแล้วไตรมาสแรก 40,000-50,000 ใบ ซึ่งจะเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ตรงจุด โดยล่าสุดมีการออกบัตรเครดิต TMB So Smart ที่จะคืนเงิน 1 % ให้กับผู้ถือบัตรทุกยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเข้าบัญชีเงินฝากไม่ประจำทีเอ็มบี ให้ดอกเบี้ย 2.25 % โดยตั้งเป้าจะออกบัตรให้ได้ 30,000 ใบในปีนี้
ด้านบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ด้ทำการสำรวจพฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีระดับรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 8,000 บาทขึ้นไป ในกรุงเทพฯ จำนวน 500 คน ซึ่งใช้บริการเฉพาะกับธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดยผลของการสำรวจ สรปุได้ว่าพฤติกรรมการใช้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ใช้บริการธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ ชี้ให้เห็นว่าโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่ยังคงมีอยู่  สอดคล้องกับทิศทางความต้องการใช้จ่ายผ่านสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2557 ขณะที่แม้ข้อมูลจากผลสำรวจจะชี้ถึงภาวะที่ผู้บริโภคบางส่วนเผชิญภาวะหนี้สินหลายทางและเลือกใช้สินเชื่อส่วนบุคคลในการเสริมสภาพคล่อง ไปจนถึงชำระคืนหนี้สินอื่น ๆ บ้าง แต่ส่วนใหญ่ของผู้ใช้บริการ ก็ยังสามารถบริหารจัดการภาระหนี้ให้สอดคล้องกับระดับของรายได้ อีกทั้งมีวินัยการชำระคืนหนี้ที่อยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ระดับปานกลางอยู่ในช่วงประมาณ 15,001-50,000 บาท
ทั้งนี้การติดตามดูแลลูกหนี้ของผู้ให้บริการ ก็น่าจะช่วยคลายความกังวลต่อปัญหาคุณภาพหนี้ของสินเชื่อส่วนบุคคลลงไปได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ แนวโน้มสินเชื่อส่วนบุคคลเมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลังนั้น คาดว่าน่าจะมีแรงส่งมากขึ้น โดยเฉพาะหากทางการสามารถผลักดันการใช้จ่ายของภาครัฐให้ก้าวหน้าและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของภาคเอกชน ซึ่งอาจกระตุ้นให้ผู้ให้บริการสินเชื่อ
ส่วนบุคคลหันมาทำตลาดมากขึ้นเพิ่มเติมในช่วงปลายปี และทำให้สินเชื่อส่วนบุคคลมีโอกาสขยายตัวสูงเข้าหา 9% ณ สิ้นปี 2557 ซึ่งเป็นกรอบบนของช่วงประมาณการปัจจุบันที่ 6-9% ได้ แม้ว่าเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2556 ที่ 16.3% และสิ้นไตรมาส 1/2557 ที่ 12.9% จะยังเป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอลงค่อนข้างมาก จากผลของฐานและปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานในตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลที่ชะลอลงในไตรมาส 1 และคาดว่าจะชะลอต่อเนื่องในไตรมาส 2 ของปีนี้ ก็ตาม

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/nnd/1915712

TMB ปลื้มไทย ทริกเกอร์ 10% เข้าเป้า

อังคารที่ 10 มิถุนายน 2557


น.ส.กมลวรรณ อิ่มฤทัยเจริญโชค เจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์การลงทุน ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า จากที่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบี และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) พันธมิตรของธนาคาร ได้ร่วมกันคัดสรรผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่ดีมีคุณภาพ ด้วยการสร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าของธนาคารเป็นอย่างดีและต่อเนื่อง โดยล่าสุดกับการตอกย้ำในมุมมองการลงทุนอย่างมืออาชีพ กับการแนะการลงทุนใน "กองทุนเปิดไทยทริกเกอร์ 10% (10)" ที่สามารถสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมาย 10% ในระยะเวลาเพียง 125 วันเท่านั้น
กองทุนเปิดไทยทริกเกอร์ 10% (10) มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท เป็นกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี โดยเสนอขายไปตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งตั้งเป้าหมายผลตอบแทนไว้ที่ 10% ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2557 กองทุนฯ สามารถสร้างผลตอนแทนได้ตามเป้าหมาย โดย NAV อยู่ที่ 11.0084 บาท ทำให้เข้าเงื่อนไขการเลิกโครงการได้ก่อนกำหนด นับเป็นอีกช่องทางการลงทุนที่ทีเอ็มบี แนะนำลูกค้าให้เข้ามาลงทุนในรูปแบบดังกล่าวฯ ซึ่งสร้างผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ ลูกค้าของธนาคารก็ชื่นชม นั่นแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ ในการเลือกสรรการลงทุนที่แม่นยำ และการจับจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ยังมีกองทุนเปิดไทยทริกเกอร์ 11 ที่สร้างผลตอบแทนลงทุนถึงเป้าหมายขั้นแรก 5% ไปแล้วในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ รวมถึงผลการดำเนินงานของกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ต่างประเทศทั้งที่เลือกลงทุนในญี่ปุ่น และยุโรป ที่ผลตอบแทนใกล้จะถึงเป้าหมายที่กำหนดในเร็ววันนี้อีกด้วย ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์การลงทุนที่ธนาคารได้แนะนำในปีนี้

อ้างอิง : http://www.ryt9.com/s/bmnd/1915853